Logo LYSO Young
โปรโมชั่นประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2555 :

ศูนย์จำหน่ายสินค้า
โทรด่วน : 085 063 3866
LYSOyoung News :กิจกรรมสัญจร หน้าศิริราช และศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ
Change Language :
หน้าภาษาไทย English Page

เทคโนโลยี

ที่ปรึกษาด้านความงาม

Royal Jelly

ส่วนประกอบธรรมชาติอื่นๆ ใน
LYSOyoung BE-ENZ serum




Twitter icon

LYSOyoung Twit

Loading..

เทคโนโลยี
คุณรู้หรือไม่ ความลับของความสวยงาม ?


คุณรู้จักโครงสร้างผิว หรือยัง ?


ผิว เป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยโครงสร้างหลักถึง 6 ประเภท ซึ่งล้วนเประบางและเสื่อมสลายตามสภาพแวดล้อม และ อาหาร และ วัย โดยเฉพาะ จากปัจจัยภายนอกที่คุกคามต่อผิว เช่น มลภาวะ แสงแดด อ่านต่อ

 

 

 

Peptide  ทำหน้าที่อย่างไรกับผิวเรา ? อมิโน เปปไทด์ คืออะไร ลดริ้วรอยได้จริงหรือ ?


 

เครื่องสำอางหรือเวชสำอาง ถูกออกแบบมาเพื่อบำรุงและปกปิดข้อบกพร่องของผิวหนังโดยกลไกต่าง ๆ สินค้าเครื่องสำอางไม่ได้ถูกทดสอบและรับรองโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

สินค้าส่วนใหญ่ได้รับการวิจัยและพัฒนาขึ้นจากหลักการทางทฤษฏีของสารสำคัญที่มีคุณประโยชน์ต่อผิวหนัง การศึกษาวิจัยมักจะทำในหลอดทดลอง อะมิโน แอซิด เปปไทด์ ที่กำลังฮือฮากันก็เช่นเดียวกัน นับเป็นสารใหม่ล่าสุดในวงการเครื่องสำอาง ที่เป็นความหวังใหม่ในการช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้าโดยไม่ต้องอาศัยการฉีดยาหรือการทำศัลยกรรม

อมิโน เปปไทด์ คืออะไร

เปปไทด์ คือโมเลกุลของโปรตีนอะมิโน แอซิด หลาย ๆ โมเลกุลมาเกาะกันเป็นสายโซ่สั้น ๆ มีการนำมาผสมผสานลงในสูตรตำรับของเครื่องสำอาง เช่น ครีมรอบดวงตา ครีมบำรุงผิวหน้าและลำคอ เป็นต้น เนื่องจากมีข้อมูลจากการศึกษาวิจัยว่า เปปไทด์เหล่านี้สามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังชั้นที่ลึกลงไปได้ ช่วยกระตุ้นการสมานแผล ยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า เช่น หน้าผาก รอบดวงตา และร่องแก้ม เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีรายงานผลของเปปไทด์ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนพร้อม ๆ กับการยับยั้งการทำลายคอลลาเจนอีกด้วย ผลการศึกษาเหล่านี้ทำให้เชื่อได้ว่า อะมิโน เปปไทด์ จะให้ประโยชน์ในการลดเลือนริ้วรอย ทำให้ร่องลึกของริ้วรอยรอบใบหน้าน้อยลงหรือจางลงพร้อม ๆ กับการป้องกันการเกิดริ้วรอยใหม่ ผิวหนังเต่งตึงขึ้นจากการสร้างคอลลาเจนใหม่อีกด้วย ผลการลดริ้วรอยได้ผลประมาณ 16-27% หากใช้อย่างต่อเนื่อง

อุตสาหกรรมเครื่องสำอางมีความหวังว่า อะมิโน เปปไทด์ น่าจะนำมาใช้ทดแทนการทำศัลยกรรม เลเซอร์ หรือการฉีดสารโบทอกส์หรือสารคอลลาเจนเข้าใต้ผิวหนังโดยแพทย์ผิวหนัง เพื่อวัตถุประสงค์ของการลดริ้วรอย สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการหรือกลัวเข็มฉีดยา

โดย : รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล : คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล

 

เรื่องสิว สิว สิวอักเสบ !


 

 

ผิว เป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยโครงสร้างหลักถึง 6 ประเภท ซึ่งล้วนเประบางและเสื่อมสลายตามสภาพแวดล้อม และ อาหาร และ วัย โดยเฉพาะ จากปัจจัยภายนอกที่คุกคามต่อผิว เช่น มลภาวะ แสงแดด

สิวอักเสบ( Inflammatory acne) แบ่งได้เป็น 5 ประเภท คือ สิวนูนแดง (papule) สิวหัวหนอง (pustule) สิวซีสต์ (acne cyst) สิวตุ่มนูนหนอง ( papulopustular acne) โดยทั่วไปยาหรือผลิตภัณฑ์กำจักสิว ในปัจจุบัน จะเป็น พวกเคมีสังเคระห์ เช่น BP Gel, สารสกัด พวก TEA TREE OIL , SALICYLIC ACID , TRICOSAN ซึ่งก็จัดการสิวได้ระดับหนึ่ง หรือยาฉีดสิว ซึ่งส่วนมากมักผสมสารสเตียรอยด์ มีผลหยุดการอักเสบแบบเฉียบพลัน แต่หลังจากสิวยุบอาจมีผลข้างเคียง เช่น เกิดสิวเรื้อรัง เกิดการสะสมของสารสเตียรอยด์ ทำให้ผิวหน้าบาง และทำให้ง่ายต่อการเป็นแผลเป็นด้วย

อ่านต่อ

 

สิวอักเสบ ตัวการทำลายความสวย ทำอย่างไรจึงเอาอยู่ ?

ปัจจุบันได้มี นวัตกรรมที่นำเทคโนโลยี Bio Peptide Technology ซึ่งพบว่ามีประสิทธิภาพดีเยี่ยมในการกำจัดสิวแบบ twin action คือ กำจัดเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว และ เข้าฟื้นฟูเซลล์ผิว   ผลลัพท์คือ สิวอักเสบยุบอย่างรวดเร็ว และทำให้เซลล์ผิวที่อักเสบฟื้นสภาพไร้ริ้วรอยแผลเป็น

 

ข้อมูลที่ควรทราบ :

LYSOyoung มีเจลแต้มสิวอักเสบ Q-acne ที่มี BIO-Peptide technology

 

 

สิ่งที่ควรทราบ! สารเคมีในเครื่องสำอางค์ตามท้องตลาดทั่วไป


AHA และ BHA หน้าขาวใส จริงหรือ ?

กรด AHA และ BHA ในปัจจุบันมักใช้อยู่ในเครื่องสำอางส่วนมาก กรดทั้ง ๒ ชนิดนี้คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร และมีข้อดี ข้อเสีย หรือสรรพคุณตามที่ผู้ผลิตสินค้าโฆษณาเอาไว้จริงหรือไม่ ผู้ที่ใช้เครื่องสำอางทุกคนควรจะทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

 

AHA คืออะไร ?

AHA (เอเอชเอ) ย่อมาจากคำว่า alpha hydroxy acid หมายถึงสารประกอบที่มีฤทธิ์เป็น กรด เป็นสารที่สกัดจากผลไม้ธรรมชาติ เช่น กรด ซิตริกจากมะนาว ส้ม และส้มโอ กรดมัลลิกจาก แอปเปิ้ล กรดไกลโคลิกจากอ้อย กรดแล็กติกจาก นมเปรี้ยว กรดทาร์ทาลิกจากมะขาม และไวน์

 

เอเอชเอในเครื่องสำอางช่วยชะลอความชราได้จริงหรือ ?

กรด ผลไม้จะช่วยให้เซลล์เก่าๆบนผิวหน้าของเราหลุดออกไปเร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้เซลล์ใหม่ๆ(บริเวณหนังกำพร้า)เจริญขึ้นมาแทนที่ พร้อมทั้งช่วยซ่อมแซมและเสริมสร้างเนื้อเยื่อ (คอลลาเจน) ในชั้น หนังแท้ด้วย (ถ้าใช้มาเป็นระยะเวลานานพอสมควร) เป็นผลให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน และขาวสดใสกว่าเดิม (เล็กน้อย)

สำหรับ ความเข้มข้นของกรดผล ไม้ที่จะให้ผลตามที่กล่าวมาข้างต้น จะต้องมีความเป็นกรดและต้องมีความเข้มข้นมากกว่า10%ขึ้นไป (20-70%) ถ้ามีความเข้มข้น มากก็ย่อมได้ผลมากขึ้น แต่ความระคายเคืองของผิวหนังก็จะตามมาด้วย ซึ่งควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ที่มีความรู้

มี งานวิจัยหลายๆงานวิจัยที่น่าสนใจที่พบว่า ผู้ที่ใช้เครื่องสำอางผสม AHA และ BHA เป็นประจำเป็นเวลานาน เพื่อหวังผลไม่ให้ผิวหน้าเหี่ยวย่น หรือหน้าขาวหรือหน้าใส อาจจะส่งผลในทางตรงกันข้าม เพราะธรรมชาติของผิวหนังที่ได้รับการกระตุ้นบ่อยเกินไปเป็นประจำ จะทำให้เซลผิวชะงักและชะลอการสร้างเซลใหม่ นอกจากนั้นยังมีบางวิจัยพบว่าสารทั้งสองกลุ่มไม่เหมาะสำหรับใช้กับผิวหนังคน เอเชียและคนผิวคล้ำดำ เพราะอาจทำให้ผิวเกิดรอยด่างดำ ความไม่สม่ำเสมอของสีผิวหน้าได้ (Hyperpigmentation)

ส่วนกรดผลไม้ที่ผสมอยู่ในเครื่องสำอางที่โฆษณาว่าช่วยชะลอ ความชราหรือลดริ้วรอยต่างๆนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้ผล เพราะความเข้มข้นต่ำกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ (แต่ปลอดภัยในแง่ที่ว่าไม่ระคายเคืองต่อผิวและไม่ไวต่อแสงแดด)

 

ผลข้างเคียงของกรดเอเอชเอ ?

กรด เอเอชเอในปริมาณความเข้มข้นสูง แม้จะมีคุณสมบัติที่ดีในการขจัดเซลล์ผิวแก่ๆ ให้หลุดลอกเร็วขึ้น ทำให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ เป็นผลให้ผิวหนังดูเรียบเนียน สดใสขึ้น แต่ขณะเดียวกัน กรดเอเอชเอในปริมาณความเข้มข้นสูงทำให้ผิวเกิดความระคายเคือง เกิดผื่นคัน และไวต่อแสงแดด(แพ้แสงแดด)ได้มากเช่นกัน บางครั้งจะทำให้เกิดรอยดำ โดยเฉพาะในผิวคนไทย ซึ่งทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังมากขึ้นด้วย

การที่ ไปทำลายเซลล์ผิวชั้นนอกสุด ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องเซลล์ผิวชั้นล่างๆ รักษาความชุ่มชื้น ป้องกันการติดเชื้อ ต่อต้านมลภาวะ โดยเฉพาะแสงยูวี อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งและริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย ทำให้มีข้อสงสัยว่า การใช้เป็นระยะเวลานานจะมีผลต่อผิวหนังอย่างไร และการใช้เป็นระยะเวลานานก็ยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันแน่นอนว่าจะไม่เป็น อันตรายอะไรเลย แม้แต่การใช้โดยแพทย์เองก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดอาการแพ้ 

AHA จัดอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่เครื่องสำอางค์ทั่วไป แต่อยู่ในหมวดของเวชสำอางค์ (Cosmeceutical) ตามองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ซึ่งให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจาก AHA ไม่เหมือนเครื่องสำอางทั่วไป แต่มันซึมผ่านเข้าไปในชั้นผิวหนังได้ และหากเข้มข้นพอก็จะลอกผิว ซึ่งเกิดผลในทางลบคือทำให้เซลล์ผิวเสื่อมเร็วขึ้น และยังทำให้ผิวหนังชั้นนอกบางลงด้วย ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ AHA จำนวนหนึ่ง ใช้แล้วพบว่าผิวของตนไวต่อแสงอาทิตย์มากขึ้น หรือแพ้แดดนั่นเอง

 

BHA คืออะไร ?

BHA (บีเอชเอ) ย่อมาจากคำว่า beta hydroxy acid เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นมา มีคุณสมบัติทนต่อ ความร้อน ไม่เสื่อมง่ายเหมือนเอเอชเอ ที่สกัดมาจากธรรมชาติ สารในตระกูลบีเอชเอตัวหนึ่งที่เรารู้จัก กันดี ก็คือ กรดซาลิกไซลิก (salicylic acid) ซึ่งผสมในเครื่องสำอางได้ไม่เกิน 2%
ความ จริงบีเอชเอไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นสารที่ใช้ในวงการแพทย์ผิวหนังมานานกว่า ๔๐ ปีแล้ว โดยเป็นสารที่ใช้ผสมในยารักษาหูด ส้นเท้าแตก โรคผิวหนังชนิดอักเสบเรื้อรัง คนที่มีฝ่ามือฝ่าเท้าหนา มาก ซึ่งบีเอชเอจะมีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชั้นขี้ไคลผลัดตัวเร็วขึ้นดีกว่าเอเอชเอ แต่ก็จะทำให้ผิวหน้าระคาย-เคือง ลอกเป็นขุย แดง แสบและคันได้ง่าย จึงต้องใช้ในความเข้มข้นที่ค่อนข้างต่ำ หากใช้ในความเข้มข้นที่มาก ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์

ผลข้างเคียงของบีเอชเอ

บีเอชเอในปริมาณความเข้มข้นสูงๆก็มีผลเสียต่อผิวหนัง ไม่ต่างจากการใช้เอเอชเอ นั่นคือ การระคายเคือง ลอก แดง ทำให้ผิวบางลงและไวต่อ แสงแดด ซึ่งอาจทำให้ภูมิต้านทานโรคของเซลล์ผิวหนังต่ำลงด้วย อาจจะติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

จะเห็นว่าเอเอชเอและบีเอชเอต่างก็มีข้อดี และข้อเสียอยู่ในตัวของมันเอง ซึ่งหากใช้อย่างระมัดระวัง และถูกต้อง ก็พอจะมีประโยชน์อยู่บ้างในแง่ของความสวยงาม แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เครื่องสำอางใน บ้านเรามักไม่ค่อยบอกว่า มีส่วนผสมอะไร ในปริมาณเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ผู้บริโภคก็จะมีความเสี่ยง ถ้าหากว่าเครื่องสำอางที่ใช้มี เอเอชเอและบีเอชเอในปริมาณสูงเกินไป

 

หากมีความเข้มข้นสูงเกินไป จะทำให้แพ้ ผิวไหม้ อักเสบ แสบ คัน
ระวัง!! ผิวหนังที่ได้รับการกระตุ้นบ่อยเกิน ทำให้เซลผิวชะงักและชะลอการสร้างเซลใหม่

CHA (combined hydroxy acid) เป็นการผสมผสานของกรดผลไม้หลายชนิด แต่ไม่นิยมเพราะเตรียมยาก
PHA (Poly-hydroxy acid) จะเป็นกรดผลไม้ตัวล่าสุด ที่ออกสู่ท้องตลาด โดยคาดกันว่า PHA ผลิตขึ้นเพื่อจะมาแทนที่ AHA

 

ไลโซไซม์ (Lysozyme)

ไลโซไซม์ (LYSOZYME) คือ เปปไทด์ชนิดหนึ่ง สามารถสกัดได้จาก ไข่ขาว หรือพบในน้ำตา หรือ น้ำนมมารดา เป็นต้น มีคุณสมบัติ ตัดย่อยโปรตีน และมีฤทธิ์เจาะผนังเซลล์ของเชื้อแบคทีเรีย ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางค์เริ่มมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศ ซึ่งจะพบเห็นได้ทั่วๆไปโดยเฉพาะในเครื่องสำอางค์ชั้นสูง ด้วยคุณสมบัติพิเศษการย่อยโปรตีนธรรมชาติ โดยไม่ทำลายเซลล์ผิวหนัง ดังนั้นนำมาใช้ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอย เพื่อให้ผิวหน้าแลอ่อนเยาว์

น้ำนมมารดาก็มี ไลโซไซม์ (Lysozyme)
แหล่งของโปรตีนสำคัญ ถ้าจะว่ากันจริงๆ แล้ว โปรตีนในนมแม่จะมีปริมาณต่ำกว่านมผสม (นมกระป๋อง) ค่ะ แต่อย่าเพิ่งตกใจไป นั่นก็เพราะสำหรับนมแม่แล้วจะมีโปรตีนที่ลูกต้องการอยู่ครบถ้วน และสามารถย่อยง่ายทั้งดูดซึมได้ดี ต่างจากนมกระป๋องซึ่งต้องมีปริมาณของโปรตีน (และสารอาหารอื่นๆ) เยอะเพราะย่อยได้ยากกว่า และลูกดูดซึมไปใช้ได้ไม่ดีเท่านมแม่ ก็เลยต้องมีโปรตีนอยู่เยอะๆ เผื่อเอาไว้ไงคะ ทีนี้เรามาดูโปรตีนตัวสำคัญที่มีในน้ำนมแม่กันค่ะ

  • อัลฟ่า-แลคตัลบูมิน เป็นโปรตีนที่พบมากเลยในน้ำนมแม่ช่วยให้ลูกน้อยเจริญเติบโตได้ดี และไม่ทำให้ลูกรักเป็นโรคภูมิแพ้ด้วยค่ะ ต่างจากโปรตีนในนมผสม (นมวัว) ชื่อ เบต้า-แลคตัลบูมิน ที่หากลูกรับประทานเข้าไป อาจไปกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ง่าย
  • taurine (ทอรีน) ที่มีอยู่แล้วในน้ำนมแม่ช่วยบำรุงสมองลูกและยังช่วยพัฒนาเรื่องการมองเห็นได้ดีอีกด้วยค่ะ
  • lactoferrin (แลคโตเฟอร์ริน) โปรตีนที่ย่อยได้ง่ายกว่าโปรตีนในนมผม ทนต่อกรดในกระเพาะอาหาร และยังมีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถจับกับธาตุเหล็กในลำไส้ได้ ทำให้แบคทีเรียซึ่งต้องใช้โมเลกุลของธาตุเหล็กอิสระ ช่วยในการเจริญเติบโตไม่สามารถเจริญเติบโตต่อได้ จึงช่วยป้องกันการติดเชื้อในลูกได้ค่ะ

วัคซีนหยดแรก
ลูกเกิดมาใหม่ๆ ยังสร้างภูมิคุ้มกันเองได้ไม่ดีค่ะ เลยยังไม่ค่อยมีภูมิต้านทานเชื้อโรคมากเท่าผู้ใหญ่ แต่ลูกยังสามารถรับภูมิต้านทานโรคได้จากนมแม่ ถ้าแม่เคยไม่สบายเป็นโรคใดมาก่อนละก็ ร่างกายของคุณแม่ก็จะสร้างภูมิป้องกันเชื้อโรคชนิดนั้นๆ ไว้ด้วย และภูมิคุ้มกันนั้นก็สามารถส่งผ่านให้ลูกรักได้ทางนมแม่ค่ะ

โคลอสตรัม
โคลอสตรัมคือน้ำนมใสสีเหลืองซึ่งอยู่ในน้ำนมแม่ในระยะแรกๆ หรือจะเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่าหัวน้ำนมนั่นเองค่ะ โคลอสตรัมจะมีภูมิคุ้มกันสูง และยังช่วยระบายขี้เทา ทำให้ลูกหายตัวเหลืองเร็วด้วยค่ะ

DHA หรือ Docosahexaenoic Acid
ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมก้า 3 ส่วนประกอบชิ้นสำคัญเลยค่ะของไขมันในสมอง ซึ่งลูกรักจะได้รับโดยตรงจากนมแม่นั่นเอง แถม DHA ในน้ำนมแม่นั้นจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณอาหาร ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปด้วยค่ะ

ไลโซไซม์ (Lysozyme)
ในน้ำนมแม่จะมีไลโซไซม์ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีฤทธิ์ย่อยสลายผนังเซลล์ของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เชื้อตายค่ะ และไลโซไซม์นี้มีในน้ำนมแม่มากกว่านมวัวถึง 3,000 เท่าเชียว แถมบังไม่สามารถเติมลงในนมกระป๋องได้ เพราะเอนไซม์ต่างๆ จะถูกทำลายด้วยความร้อน ในขั้นตอนที่นำนมผสมไปฆ่าเชื้อก่อนบรรจุกระป๋องค่ะ

สารช่วยป้องกันแบคทีเรีย
ในน้ำนมแม่มี Bifidus Growth Factor หรือสารที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อแล็กโตบาซิลลัส (ซึ่งไม่มีในน้ำนมวัว) และเจ้าเชื้อแล็กโตบาซิลลัสนี้จะช่วยให้เกิดกรดอินทรีย์ในลำไส้ ทำให้แบคทีเรียอื่นๆ ทั้งหลายอยู่ไม่ได้ (นั่นเพราะแบคทีเรียที่เป็นอันตรายกับร่างกายเราหลายขนิดแพ้สภาพความเป็นกรดค่ะ)

นอกจากนี้แล็กโตสในน้ำนมแม่เองก็ยังเปลี่ยนเป็นกรดแล็กติกไปช่วยให้ลำไส้มีสภาพเป็นกรด จนแบคทีเรียไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกแรงหนึ่งด้วยค่ะ

แต่หากลูกน้อยเรารับประทานนมผสมแทนละก็ จะทำให้ในลำไส้มีสภาพเป็นด่าง ซึ่งเป็นตัวกลางอย่างดีในการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอุจจาระร่วง ทำให้ลูกมีโอกาสสูงที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร อย่างเช่น ท้องอืด ท้องเสีย แถมอุจจาระของลูกยังมีกลิ่นรุนแรงกว่าได้นมแม่อีกค่ะ

มากประโยชน์ มากคุณค่าจริงๆ ด้วยใช่ไหมคะ นมแม่แถมยังได้มาฟรีๆ ไม่ต้องไปหาซื้อให้เปลืองกะตังค์อีกตะหาก แล้วอย่างนี้จะอดใจไม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างไรไหวใช่ไหมคะ

ขอขอบคุณ รศ.กรรณิการ์ วิจิตรสุคนธ์ ภาควิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ข้อมูลที่ควรทราบ :

LYSOyoung ไม่มี AHA ,BHA,CHA, PHA แต่ ใช้เทคโนโลยี ไบโอ เปปไทด์ ( Bio Peptide Technology)ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สูงอีกระดับ โดยเฉพาะ ในเรื่องความปลอดภัย

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player